การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำนิ่ง vs แบบน้ำวน

ผักไฮโดรโปนิกส์ น้ำวน น้ำนิ่ง แต่ละแบบต่างกันอย่างไร?

ปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ วันนี้ Sunny Garden จะพาทุกท่านมาเปรียบเทียบการปลูก ผักไฮโดรโปนิกส์ น้ำวน น้ำนิ่ง ว่าจะมีความแตกต่าง มีข้อดี-ข้อเสียกันมากน้อยเพียงใด ถ้าอยากรู้กันแล้วไปดูกันเลยค่ะ ! ต้องยอมรับเลยว่า ปัจจุบันเทรนด์ในการรับประทานผักสลัดกำลังมาแรงมาก เนื่องจากผู้คนหันมาดูแลเอาใจใส่สุขภาพกันมากขึ้น ซึ่งการทานผักเป็นทางเลือกที่ดีต่อร่างกาย เนื่องจากผักมีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและทำให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วยค่ะ

ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponic) คืออะไร?

ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponic) คือการปลูกพืชในน้ำที่ผสมสารละลายอาหารปลูกเลี้ยง หรือที่เรียกกันว่า “ปุ๋ยน้ำ” โดยผักที่ปลูกแบบ Hydroponic ส่วนมากนั้นจะเป็นผักกินใบ และเป็นพืชระยะสั้นที่เก็บเกี่ยวในระยะเวลาอันรวดเร็ว ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ได้แก่ เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค ร็อคเก็ต  ฟิลเลย์ กรีนคอส บัตเตอร์เฮด ผักกาดหอม ระยะเวลาในเก็บเกี่ยวคือ 40 -60 วัน ส่วนใหญ่นั้นจะใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารในเมนูสลัดผักที่มักจะรับประทานสดๆกันค่ะ

ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponic) มี 2 รูปแบบ ได้แก่ 

1.การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำวน

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แบบน้ำวน เป็นระบบที่ให้น้ำที่ผสมสารละลายธาตุอาหาร พืชไหลผ่านรากพืช บนรางปลูกอย่างต่อเนื่อง รางปลูกจึงต้องมีความลาดเอียงเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก ช่วยลดการปนเปื้อนของสารเคมีในดินมากกว่า

ปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์

    • ข้อดีของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำวน
      1. ไม่ยุ่งยากต่อการดูแล และการจัดการ
      2. ผักมีอายุการเก็บเกี่ยวที่สั้นกว่าระบบน้ำนิ่ง
      3. ง่ายต่อการพยากรณ์ในการลงผักรอบต่อไปล
      4. น้ำไหลเวียนตลอดเวลา เพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจน
    •  ข้อเสียของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำวน
      1. ยากต่อการตั้งโต๊ะให้ได้ระดับ
      2. ต้องมีการควบคุมดูแลในเรื่องของการจัดการระบบน้ำตลอดเวลา
      3. อุปกรณ์ที่ใช้ส่วนมากเป็นอุปกรณ์เฉพาะ ราคาสูง
      4. ต้องควบคุมระบบไฟฟ้าไม่ให้ไฟดับ เพราะอาจจะทำให้น้ำแห้งและส่งผลเสียต่อผลผลิต

2.การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำนิ่ง

เป็นระบบที่ปลูกพืช โดยรากแช่อยู่ในสารละลาย โดยจะมีการปลูกพืชบนแผ่นโฟม หรือวัสดุที่ลอยน้ำเพื่อยึดลำต้น ระบบนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบบไฮโดรโปนิกส์ลอยน้ำ ระบบนี้นิยมปลูกโดยทั่วไปและสามารถประยุกต์รางปลูกได้จากวัสดุที่หลากหลาย เช่นท่อน้ำ กล่องโฟม ถังน้ำ หรือแม้กระทั่งขวดพลาสติก ก็สามารถทำได้ ซึ่งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำนิ่งนี้ ได้รับความนิยมจากผู้ที่สนใจอยากจะปลูกผักกินเองที่บ้านหรือปลูกเป็นงานอดิเรกพอสมควร เพราะไม่ยุ่งยากจนเกินไป

ปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์

  •  ข้อดีของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำนิ่ง
  1. หาซื้อวัสดุที่นำมาปลูกได้ง่าย ประหยัด สามารถนำมาดัดแปลงเป็นอุปกรณ์ในการปลูก เช่น ลังพลาสติก กล่องโฟม อ่างน้ำพลาสติก ถังน้ำ ขวดน้ำ เป็นต้น
  2. ไม่มีปัญหาเมื่อเกิดไฟฟ้าดับและหมดปัญหาเรื่องการขาดน้ำ ที่สำคัญประหยัดไฟ
  3. เหมาะสำหรับมือใหม่หัดปลูกที่ไม่ต้องการลงทุนเยอะในระบบปลูก สามารถทดลองทำได้ง่าย
  • ข้อเสียของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำนิ่ง
  1. ต้องคอยปรับระดับน้ำให้เหมาะสมกับอายุพืช เพราะพืชต้องการปริมาณออกซิเจนที่รากมากขึ้น ทำให้ต้องปรับลดระดับน้ำที่ใช้เพื่อให้เกิดพื้นที่อากาศระหว่างรากกับผิวน้ำเพิ่มขึ้น ถ้าทำการปรับไม่เหมาะสม จะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตได้
  2. ต้องมีความเข้าใจเรื่องการใส่ปุ๋ยและเปลี่ยนน้ำ ตามความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุมากขึ้นกว่าการปลูกด้วยระบบน้ำวน พืชจะเจริญเติบโตได้ช้ากว่าระบบน้ำวน ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ล่าช้าหรือไม่สมบูรณ์เท่ากับการปลูกพืชแบบน้ำวน ปลูกแบบน้ำนิ่ง จะเหมาะกับการปลูกเล่นทานเองมากกว่า เนื่องจากออกซิเจนในน้ำมีน้อย ทำให้เกิดโรคได้ง่ายกว่า ผักโตช้ากว่า ดังนั้นถ้าต้องการทดลองปลูกผักไร้ดินทานเล่นที่บ้าน ระบบน้ำนิ่งอาจตอบโจทย์ก็ได้ค่ะ
  3. พืชเติบโตช้ากว่าระบบน้ำวน
  4. ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย
  5. น้ำไม่ไหลเวียน อาจทำให้เกิดโรคพืชและรากเน่าได้

หลักในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ทั้งสองแบบนี้ ยึดหลักเหมือนกันคือ การปลูกในน้ำอย่างไรให้พืชเจริญเติบโต จึงต้องอาศัยความดูแลสารอาหารในน้ำให้เพียงพอต่อการเจฺริญเติบโตพืช และหลักในการดูแลพืช  อาทิ น้ำ ปุ๋ย อากาศ แสงแดด และที่ยึดเกาะราก ซึ่งถ้าเทียบด้วยระบบน้ำนิ่งและน้ำวนแล้ว ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ อากาศที่อยู่ในน้ำนั่นเอง  แต่พืชที่ใช้ระบบน้ำวนสามารถเจริญเติบโตได้ดีกว่า เนื่องจากน้ำที่วนในระบบนั้นทำให้เกิดอากาศในน้ำ เป็นผลดีต่อพืชทั้งยังทำให้น้ำไม่เน่าเสียอีกด้วยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เมื่อเรารู้ข้อเปรียบเทียบของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ทั้งสองระบบแล้ว  หวังว่าทุกท่านจะสามารถนำความรู้ที่ได้นี้ไปใช้ประโยชน์และเป็นแนวทางในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์กันได้นะคะ

สั่งซื้อผักสลัดปลอดสาร มีใบรับรอง มาตรฐาน GAP  ได้ที่ 

ใบการตรวจสารเคมี และสาร ตกค้างจาก LAB ตลาดไท

ใบรายการงานตรวจสารเคมีและสารตกค้าง Lab ตลาดไท
กลุ่มสารที่ตรวจวิเคราะห์
Organophosphate,
Cabamate ,
Organochlorines,
Pyrethroids

❌ ตรวจไม่พบสารเคมีและสารตกค้างทั้ง 4 กลุ่ม ❌

ใบรายงานเลขที่
✅ C-074-08-01-68 ผัก Kale
✅ C-075-08-01-68 ผักสลัดมิกซ์
✅ C-076-08-01-68 ผัก Kale
✅ C-077-08-01-68 ผักสลัดมิกซ์

มาตรฐาน GAP มีใบรับรองเกษตรปลอดภัย

✅ผักสลัดปลอดสาร มาตรฐาน GAP เกษตรปลอดภัย
✅GAP Certified
✅ได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติ
ทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร มกษ.9001-2564
✅ รหัสรับรอง เลขที่ : กษ 03-9001-71-500-000022
✅ รหัสแปลงปลูก : 71060400-9500-0002-0499
✅ ประเภท ชนิดพืช ไฮโดรโปนิกส์ น้ำวน
ปลูกด้วยน้ำกรองระบบ RO 💦

👉 โปรโมชั่นพิเศษสุดๆ ลดราคาจากถุงละ 39 บาท เหลือเพียง 3 ถุง 100 บาทเท่านั้น! (คละผักได้) 🥗

👉 สำหรับร้านค้า ร้านอาหาร รีสอร์ท โรงแรม และ ผู้ประกอบการ ต้องการสั่งซื้อ ผักสลัดราคาส่ง กาญจนบุรี สนใจสั่งจอง หรือสั่งซื้อให้จัดส่งเป็นรอบสัปดาห์
หรือรายเดือนติดต่อ ได้ที่นี่ 

สามารถซื้อผักสลัดปลอดสาร สดใหม่ ได้ที่ร้าน The Attic (แผนที่ไปร้าน The Attic)  💚

เบอร์โทร : 062-5608003

แชทสอบถาม : https://m.me/organicsalandkan

Facebook : facebook.com/organicsaladkan